การคลัง อธิบายไว้ว่าอะไรบ้าง

        ความหมายของการคลังการคลังเป็นการศึกษาถึงหลักการวิธีการจัดหารายรับ (government revenue) การใช้จ่ายของรัฐบาล (government expenditure) หนี้ของรัฐบาลหรือหนี้สาธารณะ (government debt or public debt) นโยบายการคลัง (fiscal policy) และการบริหารการคลัง (financial administration) ซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกิจกรรมที่ส่งผลต่อการใช้ทรัพยากร ภาวการณ์บริโภคและการผลิตของประชาชนอย่างรอบด้านhttp://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/1.htm  

        ความสำคัญของการคลัง การคลังมีความสำคัญในการดำเนินงานของรัฐบาลเพราะรัฐบาลจะใช้นโยบายการคลัง    ควบคุมภาวะเศรษฐกิจของประเทศด้วยวิธีการดังต่อไปนี้1. การจัดสรรการใช้ทรัพยากรของสังคม (Allocation Function) รัฐบาลจะต้องจัดสรรทรัพยากรให้ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่อย่างมีประสิทธิภาพ ในทางปฏิบัติรัฐบาลจะต้องจัดสรรการใช้ทรัพยากรของสังคม เพื่อผลิตสินค้าและบริการให้สังคม อาทิเช่น การป้องกันประเทศ การบริการของแพทย์ พยาบาล ตำรวจ ตลอดจนการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยการใช้นโยบายงบประมาณที่กำหนดไว้2. การกระจายรายได้ของสังคม (Distribution Function) รัฐบาลจะวางนโยบายกระจายรายได้ เพื่อให้สินค้าและบริการต่าง ๆ ที่ผลิตขึ้นมาได้รับการจัดสรร จำแนก แจกจ่ายได้ทั่วถึง และเป็นธรรมที่รัฐบาลสามารถทำได้โดยการใช้มาตรการทางด้านภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินการ3. การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสังคม (Stabilization Function) เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสังคม มีความสัมพันธ์กันระหว่างการใช้ทรัพยากร และการกระจายรายได้ โดยรัฐบาลจะต้องควบคุม และดูแลให้เศรษฐกิจของสังคมเป็นไปด้วยความราบรื่น ด้วยการรักษาระดับการจ้างงานให้อยู่ในอัตราสูง ระดับราคาสินค้าและบริการมีเสถียรภาพ (ไม่ขึ้นลงตามวัฏจักรธุรกิจ) รวมทั้งมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) อยู่ในระดับที่ น่าพอใจhttp://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/2.htm 

นโยบายการคลัง อธิบายไว้ว่าอะไรบ้าง

         นโยบายการคลัง  หมายถึง  นโยบายการหารายได้และการวางแผนการใช้จ่ายของรัฐบาล  นโยบายการคลัง  เป็นเครื่องมือในการดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพของรายได้ในประเทศ  เพราะผลจากการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลจะส่งผลกระทบต่อสภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศตามเป้าหมายหรือจุดประสงค์ของรัฐบาลที่วางไว้   

 

นโยบายการเงิน อธิบายว่าอะไรบ้าง               

         นโยบายการเงิน (Monetary Policing) คือ นโยบายที่ธนาคารกลางใช้สำหรับควบคุมปริมาณเงิน และต้นทุนของเงิน (ดอกเบี้ย) ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้เพื่อให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ และมีการเจริญเติบโตในทิศทางที่ต้องการ ส่วนใหญ่จะใช้นโยบายนี้ร่วมกับนโยบายการคลังของรัฐบาลหนี้สธารณะ  อธิบายว่าอะไรบ้าง หนี้สาธารณะ (Public Debt) คือ หนี้ที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมของรัฐบาล กล่าวคือ เมื่อฐานะการเงินของรัฐบาลเกิดการขาดดุล คือ รายจ่ายมากกว่ารายรับ และรัฐบาลไม่สามารถจะหารายได้จากภาษีที่เก็บจากประชาชนมาเพื่อใช้จ่ายได้พอ ก็จะทำการกู้ยืมจากแหล่งเงินกู้ 2 แหล่ง คือ กู้ยืมจากภายในประเทศ และ กู้ยืมจากต่างประเทศ 

การคลังท้องถิ่นอธิบายว่าอะไรบ้าง         

          การคลังท้องถิ่น หมายถึง การบริหารงานคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นการพิจารณาถึงการจัดหารายได้ การกำหนดรายจ่าย การจัดทำงบประมาณ การจัดซื้อวัสดุ การว่าจ้าง การบัญชี และการตรวจบัญชีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นความสำคัญของการคลังท้องถิ่น           การท้องถิ่นมีความสำคัญมากในการที่จะช่วยทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความสามารถในการบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รายรับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น          

1. รายได้จากภาษีอากร เช่น ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีป้าย อากรการฆ่าสัตว์         

2. รายได้อื่น เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ ค่าใบอนุญาต         

 3. เงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลาง         

 4. การใช้เงินกู้ยืมและเงินสะสม เช่น การกู้ยืมจากเงินกองทุนของกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ กองทุนส่งเสริมกิจการเทศบาล กองทุนส่งเสริมกิจการองค์การบริหารส่วนจังหวัด รายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น          

 รายรับและรายจ่ายของรัฐบาล  

        รายได้ของรัฐบาล 1. รายได้ของรัฐบาลหมายถึงรายได้ที่นำส่งคลังในแต่ละปีงบประมาณประกอบด้วย รายได้จากภาษีอากร รายได้จากการขายสิ่งของและบริการ รายได้จากรัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น ๆ ซึ่งถ้าพิจารณาตามประมาณการรายรับประจำปีงบประมาณ 2542 ของรัฐบาลไทย จะพบว่า มีการจำแนกรายได้ตามประเภทของการจัดเก็บ ดังนี้1) ภาษีอากรหมายถึงสิ่งที่รัฐบาลบังคับเรียกเก็บจากผู้ที่มีรายได้ตามที่กำหนดไว้ เพื่อนำไปใช้ในการบริหารและการพัฒนาประเทศ ประกอบด้วย ภาษีทางตรง และภาษีทางอ้อม ดังนี้(1) ภาษีทางตรงประกอบด้วย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม(2) ภาษีทางอ้อม ประกอบด้วยภาษีการขายทั่วไป ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และ อากรแสตมป์ ภาษีการขายเฉพาะ ได้แก่ ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน  ภาษีสรรพสามิตจากการนำเข้า ภาษีโภคภัณฑ์อื่น ค่าภาคหลวงแร่ ค่าภาคหลวงปิโตเลียม และภาษีทรัพยากรธรรมชาติอื่น (3) ภาษีสินค้าเข้า-ออก(4) ภาษีลักษณะอนุญาต2) การขายสิ่งของและบริการ ประกอบด้วย(1) การขายหลักทรัพย์และทรัพย์สิน ประกอบด้วย ค่าขายทรัพย์สินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ ค่าขายผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ค่าขายหลักทรัพย์ ค่าขายหนังสือราชการ และ ค่าขายสิ่งของอื่น(2) การขายบริการ ประกอบด้วย ค่าบริการและค่าเช่า3) รายได้จากรัฐพาณิชย์ ประกอบด้วย ผลกำไรขององค์การรัฐบาล หน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ รายได้จากโรงงานยาสูบ รายได้จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และเงินปันผลจากบริษัทที่รัฐบาลถือหุ้น4) รายได้อื่น ประกอบด้วย ค่าแสตมป์ฤชากร และค่าปรับ เงินรับคืนและรายได้เบ็ดเตล็ด
2. เงินกู้ หมายถึง การกู้เงินของรัฐบาลเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ โดยใช้วิธีออกตั๋วเงินคลัง พันธบัตร ตราสารอื่น หรือทำสัญญากู้
3. เงินคงคลัง โดยในที่นี้อาจจะแสดงประมาณการรายรับของรัฐบาลไทย ประจำปีงบประมาณ 2542 ดังตารางที่ 7.2http://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/6.htm รายจ่ายของรัฐบาลรายจ่ายของรัฐบาล ถือว่าเป็นรายการที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นรายจ่ายที่สามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความต้องการและความเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เช่น ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง รัฐบาลอาจจะลดค่าใช้จ่ายลงเพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพทางด้านราคาให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ หรือช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรัฐบาลอาจจะต้องใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัว เป็นต้น นอกจากนี้ รายจ่ายของรัฐบาลยังช่วยในการจัดสรรรายได้ไปสู่กลุ่มบุคคลต่าง ๆ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายในการกระจายรายได้อีกด้วย1.รายจ่ายของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลมีหน้าที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจหลายประการ เช่น การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การส่งเสริม การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลสามารถใช้นโยบายเกี่ยวกับรายจ่ายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการรักษาเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้จ่ายเพื่อการสร้างเสถียรภาพเกี่ยวกับรายได้ การจ้างงาน และราคาสินค้า โดยรัฐบาลจะปรับเปลี่ยนค่าใช้จ่ายเพื่อให้ค่าใช้จ่ายรวมอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นส่วนการกำหนดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลนั้น จะเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการใช้จ่ายแต่ละปี นอกจากนี้ในบางครั้งยังมีการกำหนดงบประมาณรายจ่ายของโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจากลักษณะดังกล่าว ทำให้รายจ่ายของรัฐบาลไม่มีความสัมพันธ์กับระดับผลิตภัณฑ์ประชาชาติหรือรายได้ประชาชาติ หรือกล่าวได้ว่าการใช้จ่ายของรัฐบาลเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยอิสระหรือเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ (Autonomous Government Purchases) หมายถึง รายจ่ายของภาครัฐบาลที่ไม่ขึ้นอยู่กับระดับรายได้ประชาชาติหรือผลผลิต หรือเขียนเป็นความลัพธ์ได้ คือโดย G = ค่าใช้จ่ายของรัฐGa = ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยอิสระ2. การจำแนกรายจ่ายของรัฐบาล สำหรับการจำแนกรายจ่ายของรัฐบาลนั้น อาจจะแบ่งเป็นการใช้จ่ายตามโครงสร้างแผนงาน ตามลักษณะงานและอื่น ๆ กล่าวคือ46รายจ่ายจำแนกตามโครงสร้างแผนงาน ได้แก่ การเกษตร การอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ การคมนาคมขนส่งและสื่อสาร การพาณิชย์และท่องเที่ยว การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี พลังงานและสิ่งแวดล้อม การศึกษา การสาธารณสุข การบริการสังคม การรักษาความมั่นคงแห่งชาติ การจำแนกรายจ่ายของรัฐในที่นี้จะจำแนกตามงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2542 ของประเทศไทย การรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน การบริหารงานทั่วไปของรัฐ การชำระหนี้เงินกู้ โดยค่าใช้จ่ายที่จำแนกตามโครงสร้างแผนงานดังกล่าว อาจจะแสดงได้ดังตารางที่ 7.32) รายจ่ายจำแนกตามลักษณะงานและเศรษฐกิจ ได้แก่การจำแนกตามลักษณะงานเป็นการแสดงงบประมาณรายจ่าย ตามวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของรัฐบาล โดยยึดหลักการในการจำแนกรายจ่ายของรัฐบาล ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งได้จำแนกการดำเนินการของรัฐบาลภายใต้ลักษณะงาน 4 ประเภทดังนี้การบริหารทั่วไปของรัฐ - การบริหารทั่วไปของรัฐ- การป้องกันประเทศ- การรักษาความสงบภายใน การบริการชุมชนและสังคม - การศึกษา- การสาธารณสุข- การสังคมสงเคราะห์- การเคหะและชุมชน- การศาสนา วัฒนธรรม และนันทนาการ การเศรษฐกิจ - การเชื้อเพลิงและพลังงาน- การเกษตร- การเหมืองแร่ ทรัพยากรธรณี การอุตสาหกรรมและการโยธา- การขนส่งและสื่อสาร- การบริการเศรษฐกิจอื่น ลักษณะอื่น ๆ โดยในที่นี้ อาจจะแสดงค่าใช้จ่ายที่จำแนกตามลักษณะงานและลักษณะเศรษฐกิจของประเทศได้ดังตารางที่ http://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORRAT/7.htm     

Comment

Comment:

Tweet